A-
 A 
A+
Open login
Matichon Weekly
ผิดไหมถ้าไม่คิดถึงใครนอกจาก...อิตาลี
Written by Administrator    Saturday, 16 January 2010 10:11    PDF Print E-mail

http://i13.photobucket.com/albums/a291/mare_feverz/web/mt14.jpgนับจากวันที่เขียนต้นฉบับนี้ฉันเพิ่งกลับจากอิตาลีได้ประมาณ 1 อาทิตย์ แต่เหมือนวันคืนมันช่างเนิ่นนานเหลือเกิน...

เพราะฉันยังคงคิดถึงประเทศนี้อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ทั้งกลางวันและกลางคืน ซึ่งถือเป็นเรื่องแปลก...เพราะฉันไม่เคยคิดถึงประเทศไหนขนาดนี้มาก่อน หรือว่าฉันกำลังตกหลุมรัก "อิตาลี"

นี่เป็นการเดินทางประจำปีในช่วงปีใหม่ของฉัน เพราะมีเป้าหมายไว้ว่าจะไปเคาต์ดาวน์ให้ต่างที่กันไปเรื่อยๆ และถือว่าเป็นการพักผ่อนไปในตัวด้วย เพราะทำงานทุกวันไม่มีการลาป่วย ลากิจ ลาพักผ่อน ลาตายยังต้องมาบอกก่อนเลยจริงจริ๊ง!!!

เป้าหมายคือ "อิตาลี" ซึ่งเป็นอีกหนึ่งประเทศที่อยากไป แต่ช่วงปลายปีมันเป็นฤดูกาลไถนาแทบไม่ได้โงหัวมาทำอะไร ขี่ม้ายังไม่ได้ไป จึงไม่มีเวลามาหาข้อมูลอะไรเป็นพิเศษ มีแต่เพื่อนฝูงที่คอยแนะนำสถานที่ช็อปปิ้งเริ่ดๆ อย่าง outlet ตามเมืองต่างๆ เท่านั้น

เพราะฉะนั้น เป้าหมายครั้งนี้คือ เดินเล่นเปิดหูเปิดตา ถ่ายรูป กินอาหารอร่อย ส่วนเรื่องผู้ชายที่เพื่อนฝากฝังไว้ไม่ได้อยู่ในลิสต์ แต่ของอย่างนี้อะไรที่มีคาดมันมักจะได้เสมอ !!!!!!!!!

งานนี้ฉันจึงมีหน้าที่จัดการตั๋วเครื่องของตัวเองด้วยการแลกไมล์จากบัตรเครดิต (รักการช็อปปิ้งก็ตรงนี้ ตรงที่ได้อะไรกลับคืนเป็นกำไรบ้าง) แล้วก็ตามคณะครอบครัวพี่สนิทไปอย่างว่าง่าย

เราได้รับข้อมูลก่อนเดินทางว่าแถบยุโรปอกาศแปรปรวนมาก มีทั้งพายุหิมะ รถไฟยูโรสตาร์หยุดชะงักชั่วคราว เครื่องบินขึ้นลงไม่ได้ ถึงดูข่าวแต่ก็ไม่หวั่น เพียงแต่เตรียมเครื่องกันหนาวไปเยอะหน่อยเท่านั้น 

แต่คุณรู้ไหมคะ สวรรค์มีตา โชคชะตาเข้าข้าง เพราะก่อนหน้าที่เราไปอากาศลบ 9 องศา แต่พอไปถึงปุ๊บปรากฎว่าทุกอย่างสดใสท้องฟ้าเปิดโล่ง หิมะไม่มี ฝนไม่มา อากาศกำลังดีอยู่ที่ 9-12 องศา กำลังเดินเล่นสบาย ไม่หนาวสั่นแหง็กๆ

เวลากลับมาแล้วมีคนถามว่า "อิตาลีเป็นอย่างไร" ฉันมักอมยิ้มแล้วบอกกลับไปว่า "โรแมนติกมาก" อะอะอะ อย่าเพิ่งคิดว่า ฉันไปกับหนุ่มคนไหนเป็นพิเศษ อย่างที่บอกคือไปกับครอบครัวพี่สนิท แต่เวลาเดินไปไหนมาไหนฉันมักเดินไปคนเดียวเสมอ

เพราะนี่คือสิ่งหนึ่งที่ฉันชอบทำ...

เวลาเราเดินทางกับคนเยอะๆ กับเพื่อนฝูง เราก็จะมีความสนุกสนานเฮฮา เวลาเราไปกับคนรักก็จะได้มองตา เกาะกุม จูงมือ แต่ฉันมาค้นพบว่าบางครั้งฉันก็มีความสุขที่ได้เดินคนเดียว

โดยเฉพาะที่ "อิตาลี" ฉันมีความรู้สึกว่ามันผสมผสานทุกอารมณ์อยู่ในที่เดียว ฉันมีอารมณ์สนุกสนาน หัวเราะกับสิ่งรอบข้าง อมยิ้มกับสิ่งที่เห็น ใจเต้นไม่เป็นส่ำกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า เหมือนโดนจ้องตาไม่ให้ไปไหน และรู้สึกสงบสบายแม้เดินเดียวดายเพราะรอบกายถูกโอบกอดด้วยสายลมและท้องฟ้าของอิตาลี

ถ้าคุณเป็นคนชอบมองท้องฟ้า ขอให้คุณมานั่งมองฟ้าที่อิตาลี ท้องฟ้าที่นี่ทำให้ฉันตื่นตาตื่นใจทุกเวลา เพราะเมื่อเงยหน้าขึ้นไปมันไม่เคยเหมือนกันสักครั้ง ฉันรู้สึกว่าท้องฟ้าเขาถูกแต่งแต้มโดยศิลปินเอกระดับโลกสมกับเป็นเมืองแห่งศิลปะและสุนทรียะ ท้องฟ้าสีสด เมฆลอยเป็นจังหวะ เหมือนงานศิลปะที่ให้เราดูได้ฟรีๆ ตลอดทั้งวัน เพราะฉะนั้นไม่ต้องแปลกใจถ้าเห็นฉันเงยหน้ามองฟ้าและยิ้มออกมาแบบไม่ตั้งใจ

ในเวลาอันจำกัดฉันอยู่ที่โรมเป็นหลัก แล้วเดินทางไปเวนิซ ปิซ่า ฟลอเรนซ์ และเมืองเล็กๆ อย่างโอเวียนโต้...

เมืองใหญ่ช่างน่าตื่นตาตื่นใจ แต่เวลาไปเมืองเล็กๆ มันช่างอบอุ่นหัวใจอย่างบอกไม่ถูก ยิ่งได้เดินไปตามถนน เข้าไปตามซอกเล็กซอกน้อย เรายิ่งรู้สึกว่าถนน ก้อนหิน ตึกรามบ้านช่องมันกำลังประคับประคองและเดินไปกับเราอยู่เสมอ

อ่านต่อได้ที่ >> มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่ 15-21 มกราคม 2553 ปีที่ 30 ฉบับที่ 1535

 

 
ปีที่ผ่านมา
Written by Administrator    Saturday, 16 January 2010 09:57    PDF Print E-mail

http://i13.photobucket.com/albums/a291/mare_feverz/web/mt5.jpgคุณเป็นคนหนึ่งไหมคะที่ชอบคิดว่า ปีที่ผ่านมาชีวิตเราเป็นอย่างไรบ้าง

สำหรับฉันมันเป็นปีที่ "สนุก" ที่สุดก็ว่าได้ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะตัวเองเป็นคนมองโลกในแง่บวก หรือเป็นคนความจำไม่ดีก็ไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ เป็นคนตอบคำถามที่ว่า "อะไรในชีวิตที่ทุกข์ใจที่สุด" "เหตุการณ์ร้ายอะไรที่เราไม่ลืม" หรือ "ถ้าย้อนเวลากลับไปแก้ไขอะไรในชีวิตได้ จะเลือกทำอะไร" ฉันเป็นคนตอบคำถามพวกนี้ไม่ได้เลย เพราะมันจะไม่ได้จริงๆ

ฉันจึงคิดเสมอว่า "ชีวิตเราดีขึ้นทุกปี"

ฉันคิดอย่างนั้นจริงๆ อาจเป็นเพราะวัยและประสบการณ์มั้งที่ทำให้เราคิดอย่างนั้น

สำหรับฉันแล้วเวลาที่นั่งคิดว่า ปีที่ผ่านมาชีวิตเราเจอะเจอกับอะไรมาบ้าง มันทำให้ฉันอดอมยิ้มไม่ได้ และคิดทีไรมันก็จะรู้สึก "อิ่มใจ" ทุกครั้ง

อย่างแรงที่ฉันคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตที่ฉันมีก็คือ "เพื่อน" ค่ะ

คุณรู้ไหมค่ะว่าบนโลกอันกว้างใหญ่เคว้งคว้างและเดียวดาย ในวันที่เหงามันช่างไม่ปราณีเราจริงๆ แต่ในวันที่เรามี "เพื่อน" คุณจะอบอุ่นในอย่างบอกไม่ถูก

ฉันไม่เคยคิดเหมือนกันว่าในวัยสามสิบกว่าเราจะได้เจอเพื่อนที่มีความรู้สึกต่อกันขนาดนี้..

ฉันไม่เคยรู้เลยว่าคนเป็นเพื่อนกันมันจะทำให้เรารู้สึกถึงความรัก ความห่วงใย ความจริงใจ ความปรารถนาดี ความคิดถึง ความปลอดภัย อาจไม่ต้องมีคำพูดใดใด แต่เราสัมผัสถึงกันได้จริงๆ

และตั้งแต่เรามาเจอกัน ได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกัน มันมีแต่เรื่องดีๆ เกิดขึ้นกับเราเสมอ เราได้ไปอยู่ในที่ดีๆ บรรยากาศสวยงาม ได้กินอาหารอร่อยๆ ได้ทำอะไรสนุกๆ ด้วยกัน ได้หัวเราะกันอย่างสุดชีวิต หรือได้มีโอกาสไปทำอะไรดีๆ ด้วยกันเสมอ มันทำให้เราสุขในหัวใจอย่างบอกไม่ถูก

และวันที่โลกโหดร้ายกับเรา ในวันที่เราเหนื่อยสายตัวแทบขาด ในวันที่หัวเราโดนโบยตีจากใครก็ไม่รู้ แต่สิ่งที่เรารู้ได้เสมอคือ เรายังมีเพื่อนที่คอยอยู่ข้างๆ คอยรับฟัง เป็นที่ปรึกษาและโอบกอดเราเสมอ

(แย่ละกรู เขียนอยู่ดีๆ ก็น้ำตาไหล)

สำหรับฉันแล้ว ฉันคุ้มค่ากับที่เกิดมาและได้เจอเพื่อนเหล่านี้แล้ว

และในปีที่ผ่านมา สิ่งที่ทำให้ฉันรู้สึกดีกับตัวเองก็คือ ฉันเอาชนะความกลัวของตัวเองด้วยการ ไปเรียนขี่ม้าค่ะ

ฉันต้องการเอาชนะความกลัวของตัวเองและความคิดที่ว่า "เราคงทำไม่ได้หรอก"

ฉันเป็นคนแบบนี้ค่ะ ไม่ได้จะแข่งกับใคร แต่ชอบที่จะแข่งกับตัวเอง ชอบท้าทายตัวเอง เพราะเราจะรู้จักตัวเองดีที่สุด เราจะรู้ว่าจุดอ่อนจุดแข็งของเราอยู่ตรงไหน ฉันชอบเห็นความพยายามของตัวเอง เวลาที่เราตั้งใจทำอะไรมากๆ ร่างกายมันคึกคัก อะดินาลีนมันหลั่ง และฉันคงมีชีวิตอยู่ไม่ได้ ถ้าขาดความตื่นเต้นในชีวิตแบบนี้

และปลายปีฉันกับเพื่อนก็ไปเรียนเต้น Pole dance กัน เพราะฉันมาค้นพบว่าตัวเองเป็นคนชอบเต้นและมีความสุขที่ได้เต้น ฉันไม่ได้เต้นเก่ง เต้นสวย เพียงแต่รู้สึกข้างในว่า "มีความสุขจัง" การไปเรียนเต้นรูดเสาที่กำลังเป็นที่นิยมอยู่ทั่วโลกตอนนี้ จึงตอบโจทย์การเต้นเพื่อความสนุกสนานและออกกำลังได้อย่างดี แล้วยิ่งไปเต้นกับเพื่อนคงไม่ต้องบอกว่ามันจะสนุกแค่ไหนใช่ไหมคะ

อีกสิ่งที่เข้ามาในชีวิตปีที่ผ่านมาคือ "twitter" สื่อสังคมออนไลน์ที่กำลังเติบโตขึ้นทุกวัน ตอนแรกว่าจะ "ไม่" แต่พอได้เข้ามาสัมผัสแล้ว มันทำให้ฉันรับรู้ถึงพลังและอานุภาพของคนแปลกหน้าที่เข้ามารู้จักกันจริงๆ

ฉันได้เจอเพื่อนใหม่และได้ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ได้มีคนฟังในวันที่เราอยากพูดความในใจ มีคนให้กำลังใจในวันที่เราเหนื่อยล้าอย่างที่สุด มันเป็นความอบอุ่นที่ทำเอาบางครั้งฉันถึงกับน้ำตาไหล

อ่านต่อได้ที่ >> มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่ 8-14 มกราคม 2553 ปีที่ 30 ฉบับที่ 1534

 

 
เชียงรายรำลึก
Written by Administrator    Saturday, 16 January 2010 08:41    PDF Print E-mail

http://i13.photobucket.com/albums/a291/mare_feverz/web/mt13.jpgสวัสดีปีใหม่ค่ะท่านผู้อ่านมติชนสุดฯ ทุกท่าน ส่งท้ายปลายปีแบบนี้ เลยขอเอาเรื่องอิ่มอกอิ่มใจส่งท้ายปลายปีของฉันและเพื่อนพ้องมาเล่าสู่กันฟัง แบบที่เราก็ไม่คิดฝันเหมือนกันว่ารูปการมันจะออกมาแบบนี้

ในชีวิตก็ไม่เคยคิดเคยฝันว่าจะได้มาเป็น "ประธาน" งานบุญอะไรกับเขาสักที แต่คราวนี้เพื่อนขอมาก็เลย "จัดให้" แบบไม่ขัดศรัทธา โดยที่ไม่รู้หรอกว่าคนเป็น "ประธาน" เนี่ยเขาต้องทำอะไรบ้าง รู้แต่ว่าต้องไป "เชียงราย" ในวันนั้นวันนี้ก็เท่านั้นเอง

ใจจริงๆ เลยอยากไปเพราะเห็นว่าช่วงที่ผ่านอากาศหนาวกำลังเข้าสิงประเทศไทย เพราะฉะนั้นอย่าได้ช้าลังเล เพราะเดี๋ยวอากาศเขาเปลี่ยน(ใจ)ไม่หนาวซะ(ฉิบ) เดี๋ยวจะเสียใจภายหลัง ไปก็ไป แถมไปกับเหล่าแก๊งก์เพื่อนสาวด้วยกัน ก็น่าจะสนุกสนานเฮฮา

แล้วก็ไม่ผิดหวัง เพราะเรื่องเฮฮานี่รับรองหายห่วง ถึงแม้ว่าเราจะหอบสังขารพร้อมตาแพนด้ามาขึ้นเครื่อง เพราะเมื่อคืนก็ไปงานเปิดร้านของเพื่อนถึงเที่ยงคืน แล้วต้องมาขึ้นเครื่อง 8 โมง แต่อย่าได้แคร์ เพราะเราพร้อมเสมอแม้ต้องเจออะไรเฉพาะหน้า

แล้วอากาศหนาว ลมเย็นๆ และความเนิบช้าของเชียงรายก็ทำเอาหัวใจเราอบอุ่นและพองโตอย่างบอกไม่ถูก เมื่อเราถึงจุดหมายปลายทาง 

จุดมุ่งหมายของเราคือ "วัดครึ่งใต้" อยู่ตำบลครึ่ง อำเภอเชียงของ ซึ่งเป็นอำเภอไกลสุดของเชียงราย และที่แห่งนี้เป็นวัดและบ้านเกิดของท่านอาจารย์ ว.วชิรเมธี เรามาเพื่อนำเงินที่เรี่ยไรจากเพื่อนฝูง ญาติมิตร คนรู้จักมาเพื่อเอาไปซื้อผ้าห่มให้ชาวบ้านและเป็นเงินทุนการศึกษาให้สามเณรเป็นร้อยรูป

ตลอดเส้นทางจากตัวเมือง เรานั่งอยู่ในรถนานเกือบสองชั่วโมง หลับแล้วตื่น นั่งหัวสั่นหัวคลอนพร้อมกับอาการปวดฉี่แบบไม่รู้ว่าเมื่อไหร่เราจะถึงที่หมาย ยิ่งไปไกลเท่าไหร่อากาศหนาวเย็นก็แทรกตัวผ่านเข้ามาในรถมากขึ้นเท่านั้น มีเพียงวิวสองข้างทางที่ทำให้เราลืมความหิว ปวดฉี่ และเมื่อยขบไปได้

แต่พอรถเลี้ยวเขาไปในวัดฉันตกตะลึงกับภาพที่เห็น ชาวบ้านนับร้อยๆ คนนั่งรออยู่ในเต็นท์บ้าง อยู่รอบๆ วัดบ้าง สถานที่ถูกตกแต่งอย่างสวยงาม เรามีป้ายต้อนรับพร้อมเขียนชื่อของแต่ละคนไว้อย่างชัดเจนจนเราเขิน เพราะในชีวิตไม่เคยมีใครทำอย่างนี้มาก่อน

ลงรถปั๊บลูกศิษย์พระอาจารย์ให้พวกเราทานข้าวกันก่อน กับข้าวมื้อนั้นอร่อยมาก ถึงเป็นกับข้าวพื้นๆ ที่เรากินกันประจำอย่างผัดผัก แกงจืด ปลาทอด น้ำพริกหนุ่มที่ตำมาสดๆ ไม่ใช่เพราะเราหิวหรอกนะ แต่ฝีมือแม่ครัวเขาแน่นอนจริงๆ

เสร็จแล้วเราเข้าไปในโบสถ์เพื่อทำพิธีสืบดวงชะตาแบบล้านนาโดยชาวบ้านตั้งใจทำเพื่อเราโดยเฉพาะที่ต้องมีสายสิญจน์พันไว้รอบหัวเรา มีพระมาสวดมนต์ให้ เสร็จแล้วเราก็ถวายของและปัจจัยให้สามเณรที่มาบวชเรียน และสุดท้ายชาวบ้านผู้เฒ่าผู้แก่ก็มาผูกข้อไม้ข้อมมือให้เรานับสิบๆ คน คำให้ศีลให้พรเยอะแยะจนรับไม่หวั่นไม่ไหว เพื่อนฉันบางคนกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ เพราะเราสัมผัสได้ถึงความจริงใจและความตั้งใจที่ท่านทำให้เราจริงๆ

ออกนอกโบสถ์ถึงเวลาแจกต้องแจกผ้าห่มพระอาจารย์ ว. เล่าให้ฟังถึงวัดครึ่งใต้ว่าเป็นโรงเรียนเตรียมสามเณร ซึ่งก็เป็นนักเรียนทุนในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี พระองค์ท่านก็พระราชทานเงินเพื่อซื้อนมเป็นอาหารกลางวัน เพราะพระองค์ตรัสกับพระอาจารย์ ว. ว่าอยากให้มีพระที่เทศน์รู้เรื่องเยอะๆ และขอให้ที่นี่เป็นโรงเรียนเตรียมสามเณรให้หน่อย

"ถือว่าเป็นการยืมแสงดาวมาสกาวแสงธรรม" อย่างที่ท่าน ว. ว่าไว้

ฉันว่ามันเป็นเรื่องที่ดี ในขณะทีเด็กยังต้องไปโรงเรียน เพื่อหาวิชาความรู้ ต้องมีคนอบรมสั่งสอนเพื่อเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ต่อไป พระสงฆ์ก็ควรต้องมีโรงเรียนของตัวเองเพื่อเตรียมพื้นฐานที่จะเป็นผู้เผยแผ่ศาสนาต่อไป และควรมีเทคนิควิธีให้เข้าถึงประชาชนให้มากที่สุด ไม่เช่นนั้นการเทศน์ การสั่งสอนมันก็ไม่บรรลุวัตถุประสงค์ ธรรมะก็ไม่เข้าซึมและลึกซึ้งอยู่ในหัวใจของคนได้ และต่อไปเราคงมีแต่พระให้หวย รดน้ำมนต์ไล่ผี ทำพิธีอย่างเดียว

อ่านต่อได้ที่ >> มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่ 1-7 มกราคม 2553 ปีที่ 30 ฉบับที่ 1533

 

Last Updated ( Saturday, 16 January 2010 09:56 )
 
ไขประตูสู่ลาว (1)
Written by Administrator    Sunday, 20 December 2009 12:24    PDF Print E-mail

http://i13.photobucket.com/albums/a291/mare_feverz/web/mt12.jpgประเทศที่ฮ็อตฮิตอินเทรนด์ที่สุดตอนนี้ใครจะสู้ "ลาว" ไปได้

ใครๆ ก็มุ่งหน้าเข้าประเทศ ใครๆ ก็อยากไป เหตุผลหลักๆ ก็เพราะ "ลาว" เป็นเจ้าภาพจัดซีเกมส์ครั้งล่าสุดที่ นครเวียงจันทร์ และแน่นอนว่า "ลาว" เป็นประเทศเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิดกับเรามาก ไปมาก็สะดวก

สำหรับฉัน "ลาว" เป็นประเทศที่อยู่ในดวงใจเช่นกัน

ก่อนหน้านี้ฉันเคยไป "หลวงพระบาง" 2 ครั้ง แต่นี่จะเป็นครั้งแรกที่ได้ไป "เวียงจันทร์" ความตื่นเต้นจึงเกิดขึ้นกับฉันอีกครั้งเมื่อได้เดินทางไปสถานที่ใหม่ๆ ที่ไม่เคยไป

ฉันและพี่ปุ้ย รวมทั้งทีมงานรายการผู้หญิงถึงผู้หญิง เดินทางไปลาวตามคำเชิญของท่านเอกอัครราชทูตไทยประจำที่ลาว เมื่อคราวที่ท่านเดินทางมาเยี่ยมรายการเราที่ช่อง 3 เพื่อโปรโมตการเป็นเจ้าภาพซีเกมส์ของลาว

เราเดินทางด้วยสายการบินลาว แต่อุปสรรคแรกก็เกิดขึ้นแบบที่เรียกว่าตายน้ำตื้น ทีมงานเราคนหนึ่งพาสปอร์ตหมดอายุ และรู้เมื่อยืนอยู่หน้าเคาน์เตอร์เช็กอิน!!

เจ้าตัวหน้าซีด แล้วพูดเสียงอ่อยๆ ว่า "เราไม่ไปก็ได้นะ"

'เปรต...ต แล้ว' นั่นเป็นคำพูดในใจของฉัน และที่สำคัญทีมงานคนนี้เป็นเลขาฯ ฉันเอง เวรกรรมยิ่งกว่า ไม่ไปได้ไง แกต้องไปทำงาน (นะโว้ย) ไม่ได้จัดทัวร์ไปเที่ยวกัน ในขณะที่คนอื่นสติแตก รวมทั้งเจ้าตัว ฉันนิ่งอึ้ง และบอกว่าต้องหาทางอื่นไป โชคดีที่มีไฟล์ตบินไปอุดรในเวลาไล่เลี่ยกัน แล้วก็มีคนรู้จักที่นั่นกำลังจะขับรถเข้าลาวพอดี

แต่กว่าเครื่องจะไปถึง ด่านก็ปิดแล้ว ก็เลยต้องนอนค้างที่อุดรไปก่อน แล้วค่อยเข้าลาวตอนเช้าอีกวัน (เอาวะ! ก็ยังดี ก็มันไม่มีทางเลือกอื่นแล้วนี่หว่า)

พวกเราพักที่บ้านท่านทูต ซึ่งเป็นบ้านเก่าแก่ แต่สวยงามมากและเต็มไปด้วยความสะดวกสบาย (ยิ่งกว่าบ้านตัวเอง) ห้องหับ อาหารจัดเต็มพร้อมแม่บ้านที่คอยดูแลเราอย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะขออะไร คุณป้าแม่บ้านก็จะจัดหามาให้เสมอ

ก่อนที่เราจะไปถ่ายทำ เราต้องไปรับเจ้าหน้าที่ของลาวที่ติดต่อไว้ก่อนหน้านี้แล้ว เป็นผู้ที่คอยติดตามเราไปทุกที่ นี่เป็นกฎของเขาเลยนะ ไม่ใช่ว่าอยู่ๆ ใครจะเข้าไปถ่ายทำอะไรก็ถ่ายได้เลย เขาต้องมีคนของเขาไปกับเราทุกที่ เพื่อความเรียบร้อยและอำนวยความสะดวกให้เรา

เช้าวันแรกเราไปเยี่ยม "ป้าจันทน์คำ" ป้าเป็นคนไทยที่ไปอยู่ลาวร่วม 20 ปี และเรียนรู้การทอผ้า ลายผ้าแบบต่างๆ ตอนนี้เปิดร้ายขายผ้าทอ อย่าคิดว่าราคาเบาๆ เพราะบางผืนเป็นหมื่นเป็นแสน!!

คนทอก็จะเป็นแม่หญิงลาว ผืนหนึ่งใช้เวลาร่วมครึ่งเดือน ฉันเห็นกรรมวิธีการทำ เขาละเอียดจริงๆ ก็จะทอได้เส้นหนึ่ง บางผืนก็สอดเส้นทองลงไปด้วย ฉันสงสัยวว่าใครจะมาซื้อผ้าราคาแพงขนาดนี้ ปรากฎว่า ตรึมค่ะ แถมสั่งเอาแบบมีผืนเดียวลายเดียวในโลกด้วย คนมีฐานะในลาวมีอยู่เยอะนะคะ เขาก็จะใช้ผ้าพาดเวลามีงานบุญ งานหมั้น งานแต่ง หรือตอนไปงานเลี้ยง แล้วถ้าพวกนี้ไปขายที่ฝรั่งเศส ขอโทษเถอะ... ราคาจะดีดขึ้นไปอีก 5-6 เท่าเลยค่ะ

คุณป้าให้ฉันกับพี่ปุ้ยยืมชุดมาใส่ไปงานที่สถานทูตจัดในคืนนั้นด้วย เราก็ใส่ไม่พอดีหรอก แต่คุณป้าก็แก้เข้ารูปเรา ตกเย็นชุดก็มาแขวนอยู่ในตู้เสื้อผ้าเราแล้ว

ต่อจากนั้นก็ไปสมาพันธ์ที่ดูแลเกี่ยวกับแม่หญิงลาวให้สมกับที่ทำรายการผู้หญิงหน่อย  หน่วยงานนี้เขาให้ความสำคัญเทียบเท่ากระทรวงก็ว่าได้ คอยดูแล ช่วยเหลือแม่หญิงลาวที่อยากมีอาชีพเขาก็ให้ไปฝึก เดือดร้อนเขาก็ให้คำปรึกษา คุณรู้ไหมว่าที่ลาวไม่ค่อยมีความรุนแรงเท่าไหร่ ผู้ชายเขาจะช่วยแบ่งเบางานบ้านผู้หญิง คดีข่มขืนก็มีน้อยมาก อาจเป็นเพราะโทษของเขา และวัฒนธรรมที่เคร่งครัดของเขาก็ได้ และอีกอย่างหนึ่งที่ลาวยังคงวัฒนธรรมไว้เหนียวแน่นคือการนุ่งซิ่น มีบ้างที่ใส่กางเกง แต่ถ้าไปวัดทุกคนจะต้องนุ่งซิ่นอย่างพร้อมเพรียง

อ่านต่อได้ที่ >> มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่ 18-24 ธันวาคม 2552 ปีที่ 30 ฉบับที่ 1531

 
อยากรู้ไหม อะไรที่ผู้หญิงต้องการ
Written by Administrator    Sunday, 20 December 2009 11:49    PDF Print E-mail

http://i13.photobucket.com/albums/a291/mare_feverz/web/mt11.jpgปิดไปแล้วค่ะ สำหรับโครงการ "หยุด" ของรายการผู้หญิงถึงผู้หญิง

เรารณรงค์ไม่ให้ทำความรุนแรงต่อผู้หญิงมาตลอด 3 เดือนที่ผ่านมา ไปมาหลายจังหวัด ไปบอกให้เขา "หยุด" แต่ตัวฉันและทีมงาน ไม่ได้ "หยุด" กันหรอกค่ะ ไปมันทุกเสาร์ แต่ไปทีไรมันได้เห็นถึงความร่วมแรงร่วมใจของคนแต่ละจังหวัด เห็นแล้วหายเหนื่อย

จะบอกว่ามันสำเร็จแล้วคงไม่ใช่หรอกนะคะ เพราะนี่เป็นแค่ก้าวแรกในการสร้างจิตสำนึกในสังคมไทย อย่างน้อยๆ ก็ให้ผ่านเข้าไปในความคิดบ้างว่า ทำอย่างนี้กับผู้หญิงมันไม่ใช่ละ มันไม่เวิร์ก และไม่มีใครเขาเอากับคุณด้วย

วันปิดโครงการ 30 พฤศจิกายน นายกฯ มาเป็นประธานและเขียนไปรษณียบัตรใบสุดท้ายพร้อมหย่อนลงตู้ไปรษณีย์ยักษ์สีชมพู นำความปลื้มใจและเป็นกำลังใจให้กับพวกเราเป็นอย่างยิ่ง เพราะนายกฯ ถือว่าเป็นคนรักครอบครัวคนหนึ่ง ให้เกียรติ ยกย่องภรรยา ส่วนเรื่องรูปร่างหน้าตา การศึกษา ชาติตระกูล ยกไว้ในฐานที่เข้าใจกันได้

ไปรษณียบัตรที่ให้เขียนกันเป็นเพียงสัญลักษณ์หนึ่งเท่านั้นที่คุณจะบอกกับตัวเองว่า คุณจะทำ หรือไม่ทำอะไร อย่างน้อยๆ ครั้งหนึ่งมันเคยผ่านสมอง ผ่านความคิด ผ่านมือของคุณ ออกมาเป็นตัวหนังสือ ครั้งใดที่จะทำ จิตสำนึกที่เคยมีมันน่าจะย้อนกลับมาได้บ้าง

และอีกจุดประสงค์ก็คือ เราต้องการให้คนในสังคมรู้ว่า ผู้หญิงคิดอย่างไร รู้สึกอย่างไรอยู่ เพราะไม่ใช่ผู้หญิงทุกคนจะอยู่ในที่สว่าง จะกล้าพูด กล้าแสดงความคิดเห็น เมื่อมีพื้นที่ให้เขาได้แสดงความรู้สึก กระดาษเล็กๆ หนึ่งใบพร้อมกับตัวอักษรนับพัน นับหมื่นก็หลั่งไหล อย่างกับต้องการหาที่ระบายมานานแสนนาน

จริงๆ เราต้องการแค่ "ความรุนแรงต่อผู้หญิงไทยที่ไม่อยากเห็น" แต่เราก็ได้ข้อมูลอะไรมามากกว่านั้น จนได้ความเห็นทั้งหมดเกือบ 5 หมื่นความเห็น เมื่อรวบรวมและวิเคราะห์ด้วยคอมพิวเตอร์แล้ว ปัญหาความรุนแรงต่อผู้หญิงที่พบมากที่สุดไล่เรียงลำดับ คือ การถูกทำร้ายร่างกาย, การถูกล่วงละเมิดทางเพศ หรือถูกลวนลาม,ถูกทำร้ายด้านจิตใจ ดูถูกเหยียดหยาม, การยอมรับจากสังคม (ความไม่เท่าเทียม ถูกเอารัดเอาเปรียบ), ผู้ชาย (สามี) ติดเเหล้า ติดการพนัน, ผู้ชาย (สามี) มีภรรยาน้อย

นอกจากนี้แล้ว คนที่เขียนไปรษณียบัตรยังช่วยเขียนข้อเสนอแนะ และบอกถึงความคิดของตัวเองที่อยากให้ผู้ชายรับรู้มาอีกด้วย ซึ่งมันเข้มข้นขึ้นทุกวันๆ เราได้รวบรวมและได้เรียงลำดับมาได้ว่า

อยากให้กฎหมายเพิ่มบทลงโทษกับผู้ที่ข่มขืน โดยให้ประหารชีวิตหรือตัดอวัยวะเพศจะได้เข็ดหลาบ และเป็นตัวอย่างถ้าใครจะทำผิดต่อไป หึๆๆ เป็นไงโหดมะ

ควรเปลี่ยนคำนำหน้าผู้ชายเมื่อแต่งงานแล้ว และควรระบุสถานภาพว่าโสดหรือสมรสแล้ว ลงในบัตรประชาชนหรือใบขับขี่ด้วย จะได้มาหลอกผู้หญิงไม่ได้

ใช้เงินไปทางที่มีประโยชน์กับครอบครัว ไม่ใช่เอาไปเที่ยวกลางคืน ไปคาราโอเกะ กินเหล้า เที่ยวผู้หญิง แล้วเป็นไงโดนฟันซะเป็นแสนสมซะ

อยากให้สามีรับฟังความเห็นของภรรยาและคนในครอบครัว ใช้เหตุผลแทนการใช้กำลัง และอย่าคิดว่าความเห็นของตัวเองเป็นใหญ่

ช่วยทำความเข้าใจใหม่ว่า งานบ้านเป็นเรื่องทั้งของผู้ชายผู้หญิง สามีและภรรยา อย่าโยนมาให้ผู้หญิงทำอย่างเดียว

เวลาจะมีอะไรกันต้องเกิดความยินยอมทั้งสองฝ่าย อย่าคิดว่าภรรยาเป็นวัตถุสิ่งของที่จะทำร้ายก็ได้ จะมีอะไรก็มีได้เลย

ให้เปลี่ยนคำว่า "ลูกผู้ชาย" เป็นคำว่า "สุภาพบุรุษ" แทน เพราะคำว่าลูกผู้ชายมันจะออกไปทางกินเหล้า ตีรันฟันแทง เที่ยวเตร่ให้มันดูเท่ซะมากกว่า

ให้เกียรติผู้หญิง ไม่พูดจาแทะโลม ไม่คุยโม้โอ้อวดว่าเคยมีอะไรกับผู้หญิงคนนั้นคนนี้มาแล้ว โคตรเกลียดเลยผู้ชายอย่างนี้ มันมีปมด้อยอะไรกันหรือเปล่าเนี่ย

อยากให้ผู้หญิงมีอาชีพเป็นของตัวเอง มีเงินออมส่วนตัว เพราะเวลาเกิดเหตุการณ์ที่โดนกระทำความรุนแรงจะไม่กล้าหย่า ไม่กล้าออกไปไหน เพราะพึ่งตัวเองไม่ได้

อ่านต่อได้ที่ >> มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่ 11-17 ธันวาคม 2552 ปีที่ 30 ฉบับที่ 1530

 
  • «
  •  Start 
  •  Prev 
  •  1 
  •  2 
  •  Next 
  •  End 
  • »


Page 1 of 2